![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||
| ธาลัสซีเมีย คนจำนวนมากมีความสงสัยว่าโรคธาลัสซีเมีย มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งหรือไม่ จริง ๆ แล้ว โรคธาลัสซีเมีย กับโรคมะเร็งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย ปัจจุบันโรคธาลัสซีเมียได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ |
|||||||||||||||||||||||||||||||
เรื่องน่ารู้ภายในแผนก.. |
|||||||||||||||||||||||||||||||
| . | |||||||||||||||||||||||||||||||
| 1. กลุ่มที่เป็นพาหะ มีพันธุกรรมแฝงอยู่ ไม่แสดงอาการ มีสุขภาพดี สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ 2. กลุ่มผู้ที่เป็นโรค จะแสดงอาการธาลัสซี-เมีย เป็นโลหิตจาง เป็นภาวะของโรคแบบเรื้อรัง มีความผิดปกติ ในการสร้างฮีโมโกบิน ซึ่งมีหน้าที่ลำเลียงก๊าซออกซิเจนไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการแตกทำลายของเม็ดเลือดแดงก่อน 120 วัน มีโรคแทรกซ้อนมากมาย สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ สืบจากประวัติในครอบครัวที่มีอาการคล้ายกัน เวลาเจ็บป่วยเป็นไข้จะทำให้ซีดและเหลืองมากขึ้น เนื่องจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย กระดูกเปราะ โปร่ง ปัสสาวะจะ มีสีเข้ม มีภาวะหัวใจวาย เบาหวาน ม้ามโตถึงสะดือ คลำได้ก้อนแข็งที่ใต้ชายโครงซ้าย เจริญเติบโตไม่สมวัย อ่อนแอ เนื่องจากมีภาวะเลือดจาง เด็กที่มีอาการซีดมาก ๆ ต้องได้รับการเติมเลือดบ่อย ๆปัจจุบันนี้ มีพาหะของโรคธาลัสซีเมีย ในประเทศไทยประมาณ 30%(18 ล้านคน) พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนผู้ป่วยที่เป็น โรคธาลัสซีเมียมีประมาณ 1% (6 แสนคน)ผู้ที่เป็นพาหะนี้ จะไม่แสดงอาการถ้าแต่งงานกับผู้ที่เป็นพาหะด้วยกันแล้ว ลูกที่คลอดออกมาก็จะเป็นธาลัสซีเมียฉะนั้น คนในครองครัวที่มีโลหิตจาง ควรจะได้รับการตรวจเลือด และเข้ารับ การบริการปรึกษาทางพันธุกรรม เพื่อวางแผนในการมีลูกที่ปลอดจากโรคธาลัสซีเมีย โรคธาลัสซีเมีย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. โรคธาลัสซีเมียที่รุนแรงมากที่สุด : Hemo-globin Bart's Hydrops fetalis หรือ บวมน้ำ ทารกจะตายในครรภ์ เมื่อมีอายุครรภ์ได้ 30 - 40 สัปดาห์ 2. โรคธาลัสซีเมียที่รุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก : เบต้าธาลัสซีเมีย (Beta thalassemia) มีอาการซีดเหลือง ตับโต ม้ามโต หน้าตามีลักษณะมองโกลอยด์ ดั้งจมูกแบน ตาห่าง หน้าผากโหนก ผิดหนังคล้ำ ตับแข็ง 3. โรคธาลัสซีเมียชนิดอ่อน : ฮีโมโกลบินเอช (Hemoglobin H disease) ปกติจะไม่มีอาการเมื่อมีภาวะติดเชื้อ เช่น หวัด หลอดลมอักเสบ จะซีดลงอย่างรวดเร็วและมีอาการดีซ่านด้วย การรักษา ![]() 1. โดยการให้เลือดอย่างเดียว : มีทั้งผลดีและผลร้าย ดังนี้ - ผลดี คือ ทำให้มีจำนวนเม็ดเลือดแดงเพิ่มมากขึ้น - ผลร้าย คือ เป็นการเพิ่มธาตุเหล็กโดยไม่จำเป็น ถ้ามีธาตุเหล็กมากเกินไป จะทำให้ผิวหนังมีสีดำ คล้ำ ตับอ่อน กล้ามเนื้อหัวใจ ต่อมไร้ท่อ ทำหน้าที่บกพร่องได 2. การตัดม้าม : มีทั้งผลดีและผลเสีย ดังนี้ - ผลดี คือ หลังการตัดม้าม จะทำให้หายใจอึดอัดและอัตราการให้เลือดจะลดลงมาก - ผลเสีย คือ อาจมีภาวะการติดเชื้อได้ง่าย โดย เฉพาะเกิดในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี 3. การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก เป็นวิธีการรักษาที่ทำให้หายขาด โดยใช้กระดูกของพี่หรือน้องที่มีเม็ดเลือดขาวเข้ากันได้กับผู้ป่วย ไปทดแทน ให้ผู้ป่วย โดยที่มีโอกาสหายขาด ร้อยละ 70 80 ข้อแนะนำ 1. ควรให้ผู้ป่วยกินอาหารพวกโปรตีนและอาหารที่มีกรดโฟลิกสูง (เช่น ผักใบเขียว เนื้อสัตว์) มาก ๆ เพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง 2. อธิบายให้ผู้ป่วยและญาติทราบว่า โรคนี้เป็นโรคกรรมพันธุ์ติดตัวไปตลอดชีวิต ไม่มีทางรักษาให้ หายขาดแต่ถ้าได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องอาจมีชีวิตยืนยาวได้ และควรรักษาที่โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้าน เป็นประจำ ไม่ควรกระเสือกกระสน ย้ายหมอ ย้ายโรงพยาบาล ทำให้หมดเปลืองเงินทองโดยใช่เหตุ 3. แนะนำให้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นธาลัสซีเมียคุมกำเนิดหรือผู้ที่มีประวัติว่ามีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ไม่ควร แต่งงานกัน หรือจำเป็นต้องแต่งงานก็ไม่ควรมีบุตร เพราะลูกที่เกิดมามีโอกาสเป็นโรคนี้ถึง 1 ใน 4 (ร้อยละ 25) ทำให้เกิดภาวะยุ่งยากในภายหลังได้หากมีการตั้งครรภ์ ในปัจจุบันมีวิธีการเจาะเอาน้ำคร่ำมาตรวจดูว่าทารกเป็น โรคนี้หรือไม่ ดังที่เรียกว่า การวินิจฉัยก่อนคลอด (Prenatal diagnosis) ถ้าพบว่าผิดปกติอาจพิจารณาทำแท้ง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรตรวจเลือดดูให้แน่นอนก่อนแต่งงาน |
|||||||||||||||||||||||||||||||
| แผนกต่าง ๆ | |||||||||||||||||||||||||||||||
หน้าแรกของกอง |
|||||||||||||||||||||||||||||||